2009/Apr/06

ไม่เคยไปถามคนตาบอดหรอก ว่าเค้ากลัวผีรึเปล่า แต่เป็นการอุปทานไปเองน่ะ ว่าเค้าไม่น่าจะกลัว ด้วยเหตุผลว่า เค้ามองไม่เห็นอะไร จึงไม่กลัว เพราะปกติก็ได้ยินแต่เสียงอย่างเดียว

แล้วเราก็ทึกทักเอาว่า ความกลัวผีนี่มันมีเฉพาะคนที่มีสายตาปกติอย่างเราเท่านั้นเองนะเนี่ย เพราะเรามองเห็น แล้วก็ได้ยินเสียงด้วย

เคยไปถามเพื่อนๆตอนมันกำลังคุยเรื่องผีอยู่ว่า ทำไมถึงต้องกลัวผีด้วย เพื่อนมันก็ถามกลับมาว่า แล้วมึงกลัวมั้ย ...ลองคิดๆดู ถึงจะไม่เคยเห็น ก็กลัวมั้ง ยิ่งคิดถึงภาพหลอนๆตอนอยู่คนเดียวดึกๆ คิดว่าอาจจะมีอะไรอยู่ ก็ยิ่งกลัว เราก็เลยถามต่อว่า เออ ...แล้วทำไมต้องกลัวด้วยวะ ผีมันทำอะไรเราได้เหรอ เพราะเท่าที่ฟังมาส่วนใหญ่ เค้าก็ยังไม่ทำอะไรนอกจาก ส่งเสียงให้ได้ยินหรือออกมาให้เห็น แล้วเราก็กลัวกัน หรือว่าผีที่เฮี้ยนมากๆทำร้ายคนได้ด้วย? อันนี้ไม่รู้แฮะ รู้อยู่อย่างว่า ถ้ามีผีตัวไหนมาฆ่าเราได้ เราจะกลายเป็นผีไปเอาคืนมันให้สะใจ เอาแบบว่ามึงอยากไปเกิดใหม่ ไม่ต้องออกมาหลอกหลอนคนอีกเลย

สรุป ...คนกลัวผีเพราะว่าคิดไปเองล่ะมั้ง เพราะอุปทานว่าน่ากลัว เพราะจิตใจมันกลัว ถึงจะไม่เห็นก็คิดไปแล้วว่าหลอน ก็เลยกลัว แต่คนตาบอดนี่ ไม่มีประสาทสัมผัสทางตา ก็เลยไม่ถูกหลอก

หมายความว่า ยิ่งมีประสาทสัมผัสเยอะ ก็ยิ่งโดนหลอกง่ายสินะ เข้าใจล่ะ ...เข้าใจกันใช่มั้ย?

2009/Jan/07

ช่วงนี้พยายามที่จะทำสมาธิตอนที่ว่างๆ ส่วนใหญ่ก็ตอนก่อนจะนอน หรือบางทีถ้านึกได้ก็ตอนนั่งอยู่บนรถเมล์

 ปกติก็จะหลับตาด้วย เพื่อที่จะตัดสิ่งรบกวนทางสายตาออกไป เวลาหลับตาแล้วเนี่ย ถ้าอยู่ในช่วงกลางวันเราก็จะยังมองเห็นเป็นสีๆได้อยู่เนอะ ถึงจะหลับตา ต่างกับตอนกลางคืน ตอนอยู่ในห้องที่ปิดไฟ(ต้องปิดไฟด้วยนะ) ตอนหลับตาตอนกลางคืน ก็จะรู้สึกว่ามันมืดจริงๆ

หลังจากนั้นก็เริ่มคิด(การคิดในขณะทำสมาธิไม่ผิด แต่ต้องรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่) ถ้าเราเป็นคนตาบอดมาตั้งแต่เกิดคงจะคิดอย่างนี้ไม่ได้แน่ ปกติประสาทสัมผัสทางกายของมนุษย์เรา(ไม่รู้เหมือนกันว่าสัตว์อื่นมีเท่าไหร่ เพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง จึงไม่อาจฟันธงลงไปได้)ก็จะมีทั้งหมด๕อย่างใช่มะ คือรูป(ตา) รส(ลิ้น) กลิ่น(จมูก) เสียง(หู) สัมผัส(ผิวหนัง ร่างกาย)

คือตอนหลับตาเนี่ย คิดเสมือนว่าประสาทสัมผัสหายไป๑อย่าง เท่ากับว่าลดวิธีการสื่อสารลงไป๑อย่าง ถ้าเกิดคนเราไม่มีตาไว้รับรูปแล้ว เราก็จะไม่รู้เลยว่ามีรูปอยู่ และรูปก็ไม่จำเป็นด้วย(ก็ใช่น่ะสิ แล้วมันแปลกตรงไหน ใช่มะ)

ทีนี้ ถ้าคิดว่าคนเราไม่มีประสาทสัมผัสทั้งหมดเลยล่ะ ที่สภาวะนั้นเราจะรู้สึกยังไงเหรอ ถ้าหูไม่มี ก็ไม่มีเสียง และที่สำคัญ จะไม่มีภาษาด้วย(เนื่องจากตาก็บอดไปแล้ว) ดังนั้น แม้แต่จะคิดให้เป็นภาษาก็ทำไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราคิดไม่ได้นะ แต่อาจจะคิดเป็นในรูปแบบอื่นแทน ซึ่งเราจินตนาการไม่ออก ...ทีนี้ลิ้น กลิ่น และสัมผัสทางร่างกาย หายไปให้หมด แม้จะมีคนมาเขย่า เอามีดกรีด ตึกถล่ม ไฟไหม้ทั้งตัว ก็ไม่มีผล เพราะว่าเรารับรู้อะไรไม่ได้เลย

ทุกๆสิ่งทุกๆเรื่อง ที่อยู่ในโลกนี้ จะไม่มีความจำเป็นกับเราอีกต่อไป เพราะเราไม่มีประสาทสัมผัสมาให้สนอง นั่นแหละๆ ที่เราคิดว่ามันน่าแปลกใจจริงๆ ตรงที่ว่า ที่คนเราทำทุกสิ่งทุกอย่าง เดือดร้อนกับเรื่องหลายๆเรื่อง ก็เพียงเพื่อมาตอบสนองประสาทสัมผัส ...เท่านั้นเอง

คิดแล้วก็เศร้าใจ เพราะเราก็ยังคงต้องใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์คนอื่นๆต่อไป แต่คิดว่าถ้าทำสมาธิบ่อยขึ้น มันน่าจะเริ่มลดอะไรได้บ้างล่ะ(มั้ง)

2007/May/07

แรกแย้ม ดอกไม้สวย น่ามอง
เติบโต ร่วงโรย แห้งเหี่ยว
สุดท้าย กลับสวยงาม อีกครา

กลอนนี่แต่งเอง แต่ใจความสำคัญนั้นไปลอกเค้ามา เข้าใจความหมายของคำกลอนนี้กันมั้ยเอ่ย ...ทำไมดอกไม้สวย แล้วก็เหี่ยว แล้วก็สวยได้อีกครั้ง หรือไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว เพราะปกติมันก็เป็นแบบนี้

นี่ไม่ใช่สภาวะของดอกไม้ ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า ดอกไม้บานแล้วสวย พอร่วงแล้วก็เหี่ยว แล้วก็บานใหม่อีกครั้ง ...แต่หมายถึงสภาวะของผู้มองดูดอกไม้แบบเราต่างหาก

เราเคยมองดอกไม้มาแล้ว จนถึงสภาวะที่๓ ...ไม่ได้จ้องจะมองดอกไม้อย่างเดียวนะ แต่สังเกตอาการของตัวเองน่ะ ว่ารู้สึกยังไงบ้างกับสิ่งต่างๆที่เราได้รับสัมผัสมา

ตอนเด็กๆ ...เห็นดอกไม้แล้วคิดอะไรกันเอ่ย
ตอนเด็กๆเราเห็นดอกไม้แล้วก็มองมันด้วยจิตใจบริสุทธิ ว่ามันสวยดี ถามเด็กๆทุกคนดูก็ได้ ว่าดอกไม้ในช่อที่จัดกันมาอย่างดี สวยหรือไม่สวย ...คิดว่าส่วนใหญ่คงจะบอกว่าสวย

แต่พอได้เรียนรู้มาบ้าง ...เห็นดอกไม้แล้วคิดอะไรกันล่ะ
เราคิดนะ ว่าเดี๋ยวมันก็เหี่ยวแห้งแล้วก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายก็เอาไปทิ้ง แม้ว่ามันจะสวยขนาดไหน แต่เราก็ไม่มองมันเลย เพราะคิดถึงสภาพในจุดสุดท้ายของมัน(แต่ไม่เคยมองสาวๆแบบนั้นซักครั้ง แปลกดีเหมือนกัน) พอเห็นอะไรๆแล้วก็ปลงไปซะหมดเลย

แล้วตอนนี้ล่ะ ...ทำไมถึงเห็นว่าดอกไม้สวย
ไม่รู้จะเรียกสภาวะนี้ว่าอะไรดี จะบอกว่าบรรลุแล้วก็เกินไป เรียกว่าเริ่มจะเข้าใจจะดีกว่า ...ดอกไม้นั้น ถึงสุดท้ายมันจะแห้งเหี่ยว แต่ ณ ปัจจุบันมันยังสวย ก็ควรจะชื่นชมมันบ้าง เวลาขณะนี้นั้นสำคัญที่สุด เพราะในเวลาอื่นๆนั้นเราไม่ได้อยู่กับมัน ทั้งในอดีตหรืออนาคต เมื่อมันมาถึง มันก็กลายเป็นปัจจุบันขณะทั้งหมด ดังนั้น ให้คุณค่ากับขณะปัจจุบันเอาไว้ดีกว่า ...มองอะไรให้มันเป็นไปตามความเป็นจริง อย่าไปปรุงแต่งมันมาก ...เหนื่อย

สิ่งต่างๆทั้งหลาย มันผ่านผัสสะ(ประสาทสัมผัส)ของเรา ...รับรู้มัน ตามที่มันเป็น แล้วไม่ต้องไปแต่งเติมให้มัน เราจะรู้สึกสบายใจมากๆเลย


edit @ 2007/05/07 07:45:44