2007/May/07

แรกแย้ม ดอกไม้สวย น่ามอง
เติบโต ร่วงโรย แห้งเหี่ยว
สุดท้าย กลับสวยงาม อีกครา

กลอนนี่แต่งเอง แต่ใจความสำคัญนั้นไปลอกเค้ามา เข้าใจความหมายของคำกลอนนี้กันมั้ยเอ่ย ...ทำไมดอกไม้สวย แล้วก็เหี่ยว แล้วก็สวยได้อีกครั้ง หรือไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว เพราะปกติมันก็เป็นแบบนี้

นี่ไม่ใช่สภาวะของดอกไม้ ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า ดอกไม้บานแล้วสวย พอร่วงแล้วก็เหี่ยว แล้วก็บานใหม่อีกครั้ง ...แต่หมายถึงสภาวะของผู้มองดูดอกไม้แบบเราต่างหาก

เราเคยมองดอกไม้มาแล้ว จนถึงสภาวะที่๓ ...ไม่ได้จ้องจะมองดอกไม้อย่างเดียวนะ แต่สังเกตอาการของตัวเองน่ะ ว่ารู้สึกยังไงบ้างกับสิ่งต่างๆที่เราได้รับสัมผัสมา

ตอนเด็กๆ ...เห็นดอกไม้แล้วคิดอะไรกันเอ่ย
ตอนเด็กๆเราเห็นดอกไม้แล้วก็มองมันด้วยจิตใจบริสุทธิ ว่ามันสวยดี ถามเด็กๆทุกคนดูก็ได้ ว่าดอกไม้ในช่อที่จัดกันมาอย่างดี สวยหรือไม่สวย ...คิดว่าส่วนใหญ่คงจะบอกว่าสวย

แต่พอได้เรียนรู้มาบ้าง ...เห็นดอกไม้แล้วคิดอะไรกันล่ะ
เราคิดนะ ว่าเดี๋ยวมันก็เหี่ยวแห้งแล้วก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายก็เอาไปทิ้ง แม้ว่ามันจะสวยขนาดไหน แต่เราก็ไม่มองมันเลย เพราะคิดถึงสภาพในจุดสุดท้ายของมัน(แต่ไม่เคยมองสาวๆแบบนั้นซักครั้ง แปลกดีเหมือนกัน) พอเห็นอะไรๆแล้วก็ปลงไปซะหมดเลย

แล้วตอนนี้ล่ะ ...ทำไมถึงเห็นว่าดอกไม้สวย
ไม่รู้จะเรียกสภาวะนี้ว่าอะไรดี จะบอกว่าบรรลุแล้วก็เกินไป เรียกว่าเริ่มจะเข้าใจจะดีกว่า ...ดอกไม้นั้น ถึงสุดท้ายมันจะแห้งเหี่ยว แต่ ณ ปัจจุบันมันยังสวย ก็ควรจะชื่นชมมันบ้าง เวลาขณะนี้นั้นสำคัญที่สุด เพราะในเวลาอื่นๆนั้นเราไม่ได้อยู่กับมัน ทั้งในอดีตหรืออนาคต เมื่อมันมาถึง มันก็กลายเป็นปัจจุบันขณะทั้งหมด ดังนั้น ให้คุณค่ากับขณะปัจจุบันเอาไว้ดีกว่า ...มองอะไรให้มันเป็นไปตามความเป็นจริง อย่าไปปรุงแต่งมันมาก ...เหนื่อย

สิ่งต่างๆทั้งหลาย มันผ่านผัสสะ(ประสาทสัมผัส)ของเรา ...รับรู้มัน ตามที่มันเป็น แล้วไม่ต้องไปแต่งเติมให้มัน เราจะรู้สึกสบายใจมากๆเลย


edit @ 2007/05/07 07:45:44

2007/Apr/18

เคยเรียนกันมั้ย หรือเคยได้ยินทฤษฎีนี้มั้ย ว่าสสารกับพลังงานเนี่ย มันเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้ ใครที่เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก็คงพอที่จะได้ยินมาบ้าง มันเป็น๑ในทฤษฎีสัมพันธภาพของไอนสไตน์นะ ถ้าจำไม่ผิด

มันแปลกประหลาดตรงไหนเหรอ?

ก็สสารหมายถึงสิ่งที่จับต้องได้ ต้องการพื้นที่ในการดำรงอยู่ แต่พลังงานนั้นไม่ใช่เลย พลังงานไม่มีมวล ไม่ต้องการพื้นที่ เหมือนแสงอย่างเนี้ย มันน่าแปลกมั้ยถ้าเราจะคิดว่า อยู่ดีๆแสงก็มีมวลขึ้นมา จากไม่มีอะไร ก็มี(จริงๆแล้วก็มีพลังงานอยู่แหละนะ จะพูดว่าไม่มีอะไรก็คงไม่ได้)

คราวนี้จากเรื่องวิญญาณที่เราเขียนไปเมื่อครั้งที่แล้ว เราก็ยังคิดไม่สุดหรอก พอเอาเรื่องนี้เข้ามาผนวกเข้าไปอีก ก็ทำให้ได้ทฤษฎีใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งเกิดจากการคิดไปเองของเราน่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปซ้ำกับของใครเข้ารึเปล่านะ เป็นคนอ่านหนังสือน้อยน่ะ

เราบอกไปคราวที่แล้วว่าวิญญาณ รวมกันและแตกย่อยออกได้ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่า มันมาจากไหน คราวนี้ได้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ถ้าเกิดว่าวิญญาณกับสสารเนี่ย เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้เหมือนพลังงานล่ะ ...คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้สินะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตัวเราที่นั่งๆนอนๆคิดได้อยู่นี่ มันก็ไม่เสถียรน่ะสิ วิญญาณเรารวมกันและแตกกระจายอยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมเรายังรู้สึกเหมือนเรายังคงเป็นคนเดิมเสมอมา

เรื่องนี้ก็มีคำอธิบาย ซึ่งได้จากการเรียนมานั่นแหละ อาจารย์เค้ายกตัวอย่างขึ้นมาอันนึงเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ซึ่งเราเห็นว่ามาใช้กับสิ่งที่เราเขียนนี่ได้พอดีเลย

เรามีเทียนอยู่เล่มนึง ยาวๆเลยนะยังไม่เคยจุดเลย ใหม่ๆ แล้วเราก็จุดมันขึ้นมา ไฟของเทียนก็สว่าง แล้วเทียนก็ค่อยๆหดสั้นลงไปเรื่อยๆ ...คิดว่าเปลวไฟของเทียนตอนเริ่มจุด กับตอนที่มันสั้นจนจะถึงโคนอยู่แล้วเนี่ย เป็นเปลวไฟอันเดียวกันมั้ย?

คำตอบมันก็ครุมเครือเหมือนกันแหละ เปลวไฟมันก็ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จะว่ามันเป็นไฟอันใหม่หรือก็ไม่ใช่ แต่ไส้เทียนตรงหัวกับตรงโคนมันไม่ใช่ไส้เทียนที่เดียวกัน สิ่งที่ถูกเผาไหม้มันเปลี่ยนไปแล้ว จะถือว่ามันเป็นไฟอันเดิมหรือก็ไม่น่าจะใช่ ...ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะตอบได้มั้ยว่า ไอ้ตัวเราที่วิญญาณรวมกันและแตกกระจายอยู่ตลอดเวลานี้มันเป็นตัวเราคนเดิมเสมอหรือว่าไม่ใช่ตัวเราเป็นวิญญาณคนอื่น ตอบไม่ถูกเลยเนอะ

เป็นการอธิบายถึงการทำงานของสมองและจิตได้ดีซะด้วยสิ เพราะว่าเรายังคงสงสัยมานานแล้วว่า สิ่งที่แท้จริงมันควรจะเป็นอะไรดี เพราะว่าเราโตมากับยุคที่วิทยาศาสตร์ครองโลกนี่เนอะ แต่ก็ยังอุตส่าห์เชื่อว่าวิญญาณมีจริง

คนในสมัยก่อน ก่อนที่จะรู้ว่าคนเรานั้นมีสมองอยู่ในหัว แล้วสมองเนี่ยทำหน้าที่ควบคุมร่างกายทุกอย่างเลย ก็ไม่เข้าใจว่า ร่างกายนั้น มันขยับเขยื้อนเคลือนไหวเองได้ยังไง ก็เลยมีคำว่าจิตขึ้นมา เพื่อเป็นตัวที่ใช้ควบคุมร่างกาย จึงแบ่งสิ่งมีชีวิตเป็น๒ส่วนเสมอ คือกายและจิต

แต่พอมาในสมัยนี้ พอรู้ว่ามีสมอง แล้วรู้ว่าสมองเนี่ยสั่งการทุกอย่าง จดจำทุกอย่าง บทบาทของจิตก็ลดน้อยลงไปทันที...เราจำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยสมอง นี่แหละที่ทำให้พวกจิตนิยมงง เราลองคิดดูซิ ว่าถ้าเราจำทุกอย่างด้วยสมองแล้ว จิตของเรา ถ้าถอดร่างออกมาแล้ว มันจะใช้อะไรจำ มันไม่กลายเป็นพวกเอ๋อๆเบลอๆ ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของตัวเองรึเปล่า เป็นสภาพที่เรียกว่า ว่างเปล่าจริงๆเลยน่ะ ...มันถึงมีคำพูดจากพวกสสารนิยมออกมาว่า จิตนั้นเป็นเพียงแค่ผลพวงจากสสารเท่านั้น หมายความว่า ถ้าเราโคลนนิ่งมนุษย์อีกคนที่มีความทรงจำทุกอย่างเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ก็จะกลายเป็นว่า คนคนนั้นมี๒คนบนโลกจริงๆ วิญญาณไม่เกี่ยวเพราะเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเอง ซึ่งมันฟังดูแล้วขัดใจเราใช่มะ มันจะมีคนคนเดียวกัน๒คนได้ยังไง(ถ้าถึงวันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปขนาดนั้นแล้วคงได้คำตอบจริงๆแหละนะ)

แล้วยังมีพวกที่เป็นโรคอย่างอัลไซเมอร์อีก เป็นผลจากสมองอีกเหมือนกัน ถ้าจิตมีจริงๆแล้ว ทำไมคนเป็นโรคอัลไซเมอร์กันได้ล่ะ เพราะจิตน่าจะจำได้ในตัวเองสิ ถ้าจิตมีจริง ถึงสมองจะผิดพลาดแต่จิตเป็นของจริงแท้กว่า ...พวกจิตนิยมก็เงียบอึ้งกันไป

หรือว่าจริงๆแล้วสิ่งแท้จริงคือสสาร วัตถุคือทุกอย่าง ตายแล้วก็หาย ดังนั้น ในขณะที่มีชีวิตอยู่ มากอบโกยกันเถอะ ทำชีวิตนี้ให้สุดๆไปเลย ...ฟังดูขัดใจอย่างแรงใช่มะ

แต่ทฤษฎีของเราตอบคำถามนี้ได้ จะเรียกว่าเป็นจิตนิยมหรือสสารนิยมก็คงไม่ได้หรอกนะ เค้าเรียกว่าธรรมชาตินิยม คือไอ้พวกลูกครึ่งนั่นแหละ เอาทั้งคู่แหละ เชื่อบางอย่างและปฏิเสธบางอย่าง

ก็วิญญาณหรือจิตมันมีการถ่ายเทตลอด และมันเปลี่ยนเป็นสสารหรือพลังงานได้ด้วย ดังนั้น จะว่าไปทุกอย่างรอบตัวก็สัมพันธ์กับเราทั้งหมด เพราะว่ามีการถ่ายเทสสาร พลังงาน และวิญญาณกันอยู่ตลอดเวลา ...จักรวาลนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


edit @ 2007/04/18 23:55:56
edit @ 2007/04/21 12:46:02

2007/Mar/13

เขียนไว้ก่อนที่จะลืมไปว่าคิดอะไรได้

ก่อนอื่นเรื่องวิญญาณเนี่ย เห็นหลายคนบอกว่ามี ส่วนตัวเราเองนั้นไม่เคยเห็น แต่จะให้ปฏิเสธไปเลยนั้นก็คงจะไม่ได้ แค่ไม่เคยเห็นจะบอกว่าไม่มีคงไม่ถูกนัก เพราะโดยความเชื่อแบบไทยๆเราแล้ว เชื่อว่าวิญญาณมีจริง

คราวนี้เมื่อวันที่เราไปเรียนปรัชญาญี่ปุ่น ก็ได้ฟังแนวคิดทางสายกลางเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณว่า พุทธเองนั้น ก็ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธเรื่องวิญญาณ ว่ามันมีวิญญาณอมตะหรือการกลับชาติมาเกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่ว่าอธิบายว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องกันเท่านั้น เหมือนเมล็ดมะม่วง นำมาปลูก แล้วก็ได้ต้นมะม่วงขึ้นมาต้นนึง แล้วต้นมะม่วงนั้นก็ออกผลออกมา ...เราจะบอกว่าผลมะม่วงที่ออกมากับผลมะม่วงที่นำไปปลูกนั้นเป็นผลเดียวกันหรือก็ไม่ใช่ แต่จะให้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกันเลยนั้นก็ไม่ได้

อธิบายเพียงเท่านี้ แล้วเราก็เอามาคิดต่อเอง ว่า แท้จริงแล้ววิญญาณมันมีจริงเป็นอมตะหรือไม่ ...สัตว์เล็กๆ หรือสัตว์ใหญ่ๆมีวิญญาณหรือไม่ ถ้ามีแล้ว มันมีอะไรไม่เท่ากันรึเปล่า เรื่องปริมาณหรือคุณภาพ

แล้วเราก็คิดถึงเรื่องมนุษย์เราตอนเกิดขึ้นมา มันก็จะเกิดจากอสุจิของผู้ชายกับไข่ของผู้หญิงใช่มั้ย แล้วก็เกิดเป็นชีวิตขึ้นมา ทีนี้ ...วิญญาณมาตอนไหน มาจากอสุจิเหรอ? หรือว่ามาจากไข่? ถ้าคิดแบบนี้ก็คงคิดไม่ตก เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ แต่ ...เด็กแฝด ที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ที่เค้าเรียกว่าแฝดแท้น่ะ รูปร่างลักษณะเหมือนกันทุกอย่าง มีวิญญาณอีนเดียวกันรึเปล่า? ...ไม่ใช่แน่นอน แฝดแท้น่ะ เกิดจากการแบ่งตัวของเซลเอมบริโอหลังจากที่ปฏิสนธิไปแล้วด้วยซ้ำ หมายความว่า วิญญาณนั้นเข้ามาหลังจากปฏิสนธิแล้ว

หรือว่าที่เราเรียกว่าสิ่งมีชีวิตนั้น บางอย่างไม่ได้มีวิญญาณ อย่างสิ่งมีชีวิตเซลเดียว พวกอมีบา พารามีเซียม ไวรัส หรืออสุจิเนี่ย ...มันทำงานแบบระบบอัตโนมัติ คือมีโปรแกรมวางไว้แล้ว ไม่ต้องมีคนขับ หรือวิญญาณ ส่วนมนุษย์เราเนี่ย ไม่มีระบบอัตโนมัติ มีคนขับ สั่งได้ว่าจะให้ไปทำอะไร ตอบสนองอย่างไร ...งั้นก็หมายความว่า ในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาจจะมีปริมาณหรือคุณภาพของวิญญาณไม่เท่ามนุษย์ได้เหมือนกัน

เคยได้ยินคำว่าอาตมันใช่มั้ย ตามความเชื่อของฮินดูน่ะ เค้าว่าวิญญาณนั้นมาจากอาตมัน แล้วก็ถูกเจือปนด้วยกิเลศ ยึดติดในรูป ก็เลยกลายเป็นวิญญาณติดรูป เป็นมนุษย์และสัตว์โลกที่เราเห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเรากำจัดกิเลศออกไปได้หมด วิญญาณเราก็จะบริสุทธิแล้วก็จะกลับไปรวมกับอาตมันอีกที ...ก็คล้ายนิพพานของพุทธเลยนะ กำจัดกิเลศออกไปแล้ว ก็ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก

คำว่าเวียนว่ายตายเกิด ก็เป็นคำที่บอกได้ว่า มีวิญญาณจริง และวิญญาณก็ดูเหมือนจะเป็นอมตะซะด้วย เพราะพอตายแล้วยังต้องเกิดอีก แต่ที่นี้ ...วิญญาณของเราหลังจากที่ตายไปแล้ว ไปเกิดอีก มันเป็นเราคนเดิมรึเปล่า?

เมื่อวันก่อน อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษได้พูดถึงเรื่องคำศัพท์รูปธรรมกับนามธรรม พอได้ยินแล้วก็สว่างขึ้นมาว่า มันเป็นแบบนี้เองเหรอ ...คือ เปรียบเทียบด้วยร่างกายแล้ว เซลของเราเนี่ย เกิดแล้วก็ตายไปตลอดเวลา เซลใหม่เกิด เซลเก่าตาย ...ร่างกายของเราในตอนนี้ กับเมื่อ๒๐ปีที่แล้ว อาจจะไม่มีเซลเดิมหลงเหลืออยู่เลยก็ได้ แล้วมันยังเป็นเราคนเดิมอยู่หรือไง? ถ้าเอาเรื่องนี้มาเปรียบกับวิญญาณบ้างล่ะ ...ในเมื่อวิญญาณนั้นเกิดมาจากอาตมัน แล้วกลับไปรวมกันได้อีก วิญญาณของเราก็ต้องแบ่งแยกได้ และรวมกันได้เหมือนกันสิ อาจจะไม่ใช่หลังจากที่เราตายแล้วด้วยซ้ำ แต่แม้กระทั่งในขณะมีชีวิตอยู่นี้ วิญญาณบางส่วนของเราก็แตกแยกออกไป แล้วก็มีวิญญาณบางส่วนไหลเข้ามา

ความคิดแบบนี้อธิบายแนวคิดแบบพุทธได้ตรงเลยล่ะ เพียงแต่ว่ามันเป็นเรื่องที่รับได้ยากลำบากเท่านั้นเอง วิญญาณของเรานั้น อาจจะมาจากวิญญาณของสิ่งมีชีวิตหลายๆอย่างมารวมกัน ถ้ารวมกันได้ปริมาณและคุณภาพก็จะได้วิญญาณที่สูง ส่วนวิญญาณที่รวมกันไม่ได้ แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ก็กลายเป็นวิญญาณที่ต่ำกว่า เป็นสัตว์อื่นๆก็ว่ากันไป

งั้นขออธิบายเรื่องเด็กแฝดใหม่ ...วิญญาณอาจจะอยู่ทั้งในไข่และอสุจิจริงๆก็ได้ แล้วก็เกิดการรวมกันและแตกออกเป็น๒ หลังจากนั้น มีการสะสมปริมาณของวิญญาณเพิ่มมากขึ้นจนเป็นมนุษย์

และหลังจากที่เราตายแล้ว วิญญาณของเราก็จะแตกกระจายไปอีก ถ้าตัวเราเป็นคนที่ฝึกจิต วิญญาณอาจจะไม่แตกกระจาย แต่จะยิ่งรวมกันใหญ่ขึ้นเป็นวิญญาณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ...เป็นคำอธิบายได้ว่า เวียนว่ายตายเกิด แล้วก็ความเกี่ยวเนื่องกันของวิญญาณ แต่ไม่ใช่วิญญาณของคนคนเดิมได้เลยล่ะ

แล้วคุณเห็นว่าไงล่ะ