2007/Apr/18

เคยเรียนกันมั้ย หรือเคยได้ยินทฤษฎีนี้มั้ย ว่าสสารกับพลังงานเนี่ย มันเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้ ใครที่เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก็คงพอที่จะได้ยินมาบ้าง มันเป็น๑ในทฤษฎีสัมพันธภาพของไอนสไตน์นะ ถ้าจำไม่ผิด

มันแปลกประหลาดตรงไหนเหรอ?

ก็สสารหมายถึงสิ่งที่จับต้องได้ ต้องการพื้นที่ในการดำรงอยู่ แต่พลังงานนั้นไม่ใช่เลย พลังงานไม่มีมวล ไม่ต้องการพื้นที่ เหมือนแสงอย่างเนี้ย มันน่าแปลกมั้ยถ้าเราจะคิดว่า อยู่ดีๆแสงก็มีมวลขึ้นมา จากไม่มีอะไร ก็มี(จริงๆแล้วก็มีพลังงานอยู่แหละนะ จะพูดว่าไม่มีอะไรก็คงไม่ได้)

คราวนี้จากเรื่องวิญญาณที่เราเขียนไปเมื่อครั้งที่แล้ว เราก็ยังคิดไม่สุดหรอก พอเอาเรื่องนี้เข้ามาผนวกเข้าไปอีก ก็ทำให้ได้ทฤษฎีใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งเกิดจากการคิดไปเองของเราน่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปซ้ำกับของใครเข้ารึเปล่านะ เป็นคนอ่านหนังสือน้อยน่ะ

เราบอกไปคราวที่แล้วว่าวิญญาณ รวมกันและแตกย่อยออกได้ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่า มันมาจากไหน คราวนี้ได้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ถ้าเกิดว่าวิญญาณกับสสารเนี่ย เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้เหมือนพลังงานล่ะ ...คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้สินะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตัวเราที่นั่งๆนอนๆคิดได้อยู่นี่ มันก็ไม่เสถียรน่ะสิ วิญญาณเรารวมกันและแตกกระจายอยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมเรายังรู้สึกเหมือนเรายังคงเป็นคนเดิมเสมอมา

เรื่องนี้ก็มีคำอธิบาย ซึ่งได้จากการเรียนมานั่นแหละ อาจารย์เค้ายกตัวอย่างขึ้นมาอันนึงเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ซึ่งเราเห็นว่ามาใช้กับสิ่งที่เราเขียนนี่ได้พอดีเลย

เรามีเทียนอยู่เล่มนึง ยาวๆเลยนะยังไม่เคยจุดเลย ใหม่ๆ แล้วเราก็จุดมันขึ้นมา ไฟของเทียนก็สว่าง แล้วเทียนก็ค่อยๆหดสั้นลงไปเรื่อยๆ ...คิดว่าเปลวไฟของเทียนตอนเริ่มจุด กับตอนที่มันสั้นจนจะถึงโคนอยู่แล้วเนี่ย เป็นเปลวไฟอันเดียวกันมั้ย?

คำตอบมันก็ครุมเครือเหมือนกันแหละ เปลวไฟมันก็ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จะว่ามันเป็นไฟอันใหม่หรือก็ไม่ใช่ แต่ไส้เทียนตรงหัวกับตรงโคนมันไม่ใช่ไส้เทียนที่เดียวกัน สิ่งที่ถูกเผาไหม้มันเปลี่ยนไปแล้ว จะถือว่ามันเป็นไฟอันเดิมหรือก็ไม่น่าจะใช่ ...ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะตอบได้มั้ยว่า ไอ้ตัวเราที่วิญญาณรวมกันและแตกกระจายอยู่ตลอดเวลานี้มันเป็นตัวเราคนเดิมเสมอหรือว่าไม่ใช่ตัวเราเป็นวิญญาณคนอื่น ตอบไม่ถูกเลยเนอะ

เป็นการอธิบายถึงการทำงานของสมองและจิตได้ดีซะด้วยสิ เพราะว่าเรายังคงสงสัยมานานแล้วว่า สิ่งที่แท้จริงมันควรจะเป็นอะไรดี เพราะว่าเราโตมากับยุคที่วิทยาศาสตร์ครองโลกนี่เนอะ แต่ก็ยังอุตส่าห์เชื่อว่าวิญญาณมีจริง

คนในสมัยก่อน ก่อนที่จะรู้ว่าคนเรานั้นมีสมองอยู่ในหัว แล้วสมองเนี่ยทำหน้าที่ควบคุมร่างกายทุกอย่างเลย ก็ไม่เข้าใจว่า ร่างกายนั้น มันขยับเขยื้อนเคลือนไหวเองได้ยังไง ก็เลยมีคำว่าจิตขึ้นมา เพื่อเป็นตัวที่ใช้ควบคุมร่างกาย จึงแบ่งสิ่งมีชีวิตเป็น๒ส่วนเสมอ คือกายและจิต

แต่พอมาในสมัยนี้ พอรู้ว่ามีสมอง แล้วรู้ว่าสมองเนี่ยสั่งการทุกอย่าง จดจำทุกอย่าง บทบาทของจิตก็ลดน้อยลงไปทันที...เราจำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยสมอง นี่แหละที่ทำให้พวกจิตนิยมงง เราลองคิดดูซิ ว่าถ้าเราจำทุกอย่างด้วยสมองแล้ว จิตของเรา ถ้าถอดร่างออกมาแล้ว มันจะใช้อะไรจำ มันไม่กลายเป็นพวกเอ๋อๆเบลอๆ ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของตัวเองรึเปล่า เป็นสภาพที่เรียกว่า ว่างเปล่าจริงๆเลยน่ะ ...มันถึงมีคำพูดจากพวกสสารนิยมออกมาว่า จิตนั้นเป็นเพียงแค่ผลพวงจากสสารเท่านั้น หมายความว่า ถ้าเราโคลนนิ่งมนุษย์อีกคนที่มีความทรงจำทุกอย่างเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ก็จะกลายเป็นว่า คนคนนั้นมี๒คนบนโลกจริงๆ วิญญาณไม่เกี่ยวเพราะเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเอง ซึ่งมันฟังดูแล้วขัดใจเราใช่มะ มันจะมีคนคนเดียวกัน๒คนได้ยังไง(ถ้าถึงวันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปขนาดนั้นแล้วคงได้คำตอบจริงๆแหละนะ)

แล้วยังมีพวกที่เป็นโรคอย่างอัลไซเมอร์อีก เป็นผลจากสมองอีกเหมือนกัน ถ้าจิตมีจริงๆแล้ว ทำไมคนเป็นโรคอัลไซเมอร์กันได้ล่ะ เพราะจิตน่าจะจำได้ในตัวเองสิ ถ้าจิตมีจริง ถึงสมองจะผิดพลาดแต่จิตเป็นของจริงแท้กว่า ...พวกจิตนิยมก็เงียบอึ้งกันไป

หรือว่าจริงๆแล้วสิ่งแท้จริงคือสสาร วัตถุคือทุกอย่าง ตายแล้วก็หาย ดังนั้น ในขณะที่มีชีวิตอยู่ มากอบโกยกันเถอะ ทำชีวิตนี้ให้สุดๆไปเลย ...ฟังดูขัดใจอย่างแรงใช่มะ

แต่ทฤษฎีของเราตอบคำถามนี้ได้ จะเรียกว่าเป็นจิตนิยมหรือสสารนิยมก็คงไม่ได้หรอกนะ เค้าเรียกว่าธรรมชาตินิยม คือไอ้พวกลูกครึ่งนั่นแหละ เอาทั้งคู่แหละ เชื่อบางอย่างและปฏิเสธบางอย่าง

ก็วิญญาณหรือจิตมันมีการถ่ายเทตลอด และมันเปลี่ยนเป็นสสารหรือพลังงานได้ด้วย ดังนั้น จะว่าไปทุกอย่างรอบตัวก็สัมพันธ์กับเราทั้งหมด เพราะว่ามีการถ่ายเทสสาร พลังงาน และวิญญาณกันอยู่ตลอดเวลา ...จักรวาลนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


edit @ 2007/04/18 23:55:56
edit @ 2007/04/21 12:46:02

Comment

Comment:

Tweet


สุดยอด...
ไม่งงเลย ตกผลึกได้ดีมาก ๆ

มาเจอ ณ ปี 2011 คุณเขียนตั้งแต่ 2007
อัจฉริยะชัด ๆ
#3 by ai (118.172.0.12) At 2011-12-14 10:42,
สุดเจ็ง
#2 by ด.ช.อาร์ม (61.19.66.68) At 2008-02-12 12:57,
เป็นปรัชญาลึกซึ้งจริงๆฮะ

อ่านแล้ว งงๆ แต่ก็แอบชอบเรื่แงบบนี้แฮะ
อ่านแล้วดูได้ใช้ความคิดดี



ปล.ผมชอบเพลงในบลอคอ่ะ (หรือเมโลดี้เฉยๆหว่า ?)
#1 by 【 G o r n 】 At 2007-04-19 00:08,