2009/Jan/07

ช่วงนี้พยายามที่จะทำสมาธิตอนที่ว่างๆ ส่วนใหญ่ก็ตอนก่อนจะนอน หรือบางทีถ้านึกได้ก็ตอนนั่งอยู่บนรถเมล์

 ปกติก็จะหลับตาด้วย เพื่อที่จะตัดสิ่งรบกวนทางสายตาออกไป เวลาหลับตาแล้วเนี่ย ถ้าอยู่ในช่วงกลางวันเราก็จะยังมองเห็นเป็นสีๆได้อยู่เนอะ ถึงจะหลับตา ต่างกับตอนกลางคืน ตอนอยู่ในห้องที่ปิดไฟ(ต้องปิดไฟด้วยนะ) ตอนหลับตาตอนกลางคืน ก็จะรู้สึกว่ามันมืดจริงๆ

หลังจากนั้นก็เริ่มคิด(การคิดในขณะทำสมาธิไม่ผิด แต่ต้องรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่) ถ้าเราเป็นคนตาบอดมาตั้งแต่เกิดคงจะคิดอย่างนี้ไม่ได้แน่ ปกติประสาทสัมผัสทางกายของมนุษย์เรา(ไม่รู้เหมือนกันว่าสัตว์อื่นมีเท่าไหร่ เพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง จึงไม่อาจฟันธงลงไปได้)ก็จะมีทั้งหมด๕อย่างใช่มะ คือรูป(ตา) รส(ลิ้น) กลิ่น(จมูก) เสียง(หู) สัมผัส(ผิวหนัง ร่างกาย)

คือตอนหลับตาเนี่ย คิดเสมือนว่าประสาทสัมผัสหายไป๑อย่าง เท่ากับว่าลดวิธีการสื่อสารลงไป๑อย่าง ถ้าเกิดคนเราไม่มีตาไว้รับรูปแล้ว เราก็จะไม่รู้เลยว่ามีรูปอยู่ และรูปก็ไม่จำเป็นด้วย(ก็ใช่น่ะสิ แล้วมันแปลกตรงไหน ใช่มะ)

ทีนี้ ถ้าคิดว่าคนเราไม่มีประสาทสัมผัสทั้งหมดเลยล่ะ ที่สภาวะนั้นเราจะรู้สึกยังไงเหรอ ถ้าหูไม่มี ก็ไม่มีเสียง และที่สำคัญ จะไม่มีภาษาด้วย(เนื่องจากตาก็บอดไปแล้ว) ดังนั้น แม้แต่จะคิดให้เป็นภาษาก็ทำไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราคิดไม่ได้นะ แต่อาจจะคิดเป็นในรูปแบบอื่นแทน ซึ่งเราจินตนาการไม่ออก ...ทีนี้ลิ้น กลิ่น และสัมผัสทางร่างกาย หายไปให้หมด แม้จะมีคนมาเขย่า เอามีดกรีด ตึกถล่ม ไฟไหม้ทั้งตัว ก็ไม่มีผล เพราะว่าเรารับรู้อะไรไม่ได้เลย

ทุกๆสิ่งทุกๆเรื่อง ที่อยู่ในโลกนี้ จะไม่มีความจำเป็นกับเราอีกต่อไป เพราะเราไม่มีประสาทสัมผัสมาให้สนอง นั่นแหละๆ ที่เราคิดว่ามันน่าแปลกใจจริงๆ ตรงที่ว่า ที่คนเราทำทุกสิ่งทุกอย่าง เดือดร้อนกับเรื่องหลายๆเรื่อง ก็เพียงเพื่อมาตอบสนองประสาทสัมผัส ...เท่านั้นเอง

คิดแล้วก็เศร้าใจ เพราะเราก็ยังคงต้องใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์คนอื่นๆต่อไป แต่คิดว่าถ้าทำสมาธิบ่อยขึ้น มันน่าจะเริ่มลดอะไรได้บ้างล่ะ(มั้ง)

Comment

Comment:

Tweet